คำคมที่ว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ”
นั้นเชื่อว่า หลายๆคนคงไม่เคยใส่ใจและนึกถึง
แต่คำๆนี้ใช้กับผมได้อย่างลึกซึ้งเลยทีเดียวเชียวเออ
ณ ปัจจุบันร่างกายของผมมีปัญหาต่างๆนานามากมาย
ทั้งๆที่อายุก็ยังน้อยอยู่เลย แต่ทำไมโรคเยอะจังเลยเรา
วันก่อนก็เป็นไข้เลือดออก นอนซมอยู่หลายวันทีเดียว
แต่ไข้เลือดออกมันจิ๊บๆไปเลย เมื่อเทียบกับโรคประจำตัว
ที่ผมเป็นอยู่ทุกวันนี้ คือ โรคกระเพาะอาหารแปรปรวน
ผมรักษาอยู่นาน หมอก็วินิจฉัยต่างๆนานา ทำให้ผมต้อง
หวาดระแวงและหวาดกลัวกับโรคที่ตัวเองไม่รู้แน่ชัดว่ามันคืออะไร

หลายคนคงคิดว่า “โรคกระเพาะอาหาร” คงรักษาได้ง่ายๆ
แต่ผมบอกได้เลยว่า ถ้าคุณเป็นแล้ว เป็นไปจนตายโน้นล่ะครับ
คุณต้องควบคุมการรับประทานอาหาร ควบคุมการใช้ชีวิต
คุณต้องหวาดระแวงกับโรคประจำตัวของคุณตลอดเวลา
ซึ่งผ่านมาจนทุกวันนี้ผมรักษามาปีเศษๆได้แล้วมั้งครับ
แต่มันก็ช่วยได้แค่ 50% เท่านั้นเมื่อเทียบกับความเลวร้าย

โรคที่ผมเป็นนั้นทำให้ผมไม่สามารถรับประทานอาหารได้
ตามใจชอบอีกต่อไป ซึ่งมีรายการมากกว่า 100 เมนูเลยทีเีดียว
อาหารใกล้ตัวที่สุด คือ นม,กระทิ,อาหารมัน,หัวหอมใหญ่,
แตงกวา,ถั่วทุกชนิด,ยอดผักทุกชนิด,ข้าวแดง,ข้าวกล้อง,
ชา,กาแฟ,เหล้า,บุหรี่,น้ำอัดลม,โซดา,น้ำเกลือแร่,ลูกอม,
หมากฝรั่ง,ห้ามใช้หลอดดูดน้ำเด็ดขาด,ฯลฯ
ซึ่งยากมากในช่วงแรกๆ เพราะผมเคยเป็นคนอ้วนมากๆ
กินทุกอย่างที่ขวางหน้า น้ำหนักก็ปาไปกว่า 135Kg โน้น
แต่จู่ๆต้องละเลิกซึ่งหลายสิ่ง เอิ้กๆ

มาถึงวันนี้ผมหมดเงินรักษาตัวเองไปเยอะ โดยการรักษานั้น
ไม่ใช่รักษาให้หายขาด แต่เพียงเป็นการบรรเทาอาการเท่านั้น
เมื่อยาหมดก็กลับมาเป็นอีก แล้วชีวิตนี้จะสดใสได้อย่างไรกัน
ทุกวันนี้เงินทองหามาได้ก็ต้องนำไปรักษาระบบทางเดินอาหารของตัวเอง
ไม่มีเหลือให้กินเที่ยวจับจ่ายสุรุ่ยสุร่ายหรอกน่ะครับ ซึ่งหลายๆครั้ง
ก็ท้อแท้ แต่ก็เก็บอาการและอารมณ์ดังกล่าวไว้ในใจ ไม่บอกใครทั้งนั้น
ภายนอกยิ้มหัวเราะ แต่ภายในจิดใจ ก็รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองคงมีชีวิตไม่ยืนนาน

ทุกวันนี้ผมออกกำลังกายทุกวัน ออกมา 2 ปีกว่าๆแล้ว น้ำหนักลดไปเยอะเลยทีเดียว
ลดไปถึง 30Kg up ชั่งเมื่อตอนเย็นวันนี้ได้ 97Kg จากเดิม 135Kg เยอะน่าดู
ซึ่งผมเชื่อว่าที่ผมน้ำหนักลดลงไปเร็วขนาดนี้ มีผลจากการออกกำลังกายก็จริงอยู่
แต่อาการทางร่างกายและบรรทอนจิดใจจนทำให้หมดกำลังใจ จะอยู่จะกินจะนอน
ไม่เต็มที่เหมือนที่เคยเป็น เพราะ “จะอยู่ หมายถึง จะใช้ชีวิตและปรับตัวอย่างไร -
จะกิน หมายถึง จะกินอะไรก็ไม่ได้กิน ส่วนจะนอน ก็คือ อาการของโรคนี้จะเป็นหนัก
ในช่วงเย็น ถึง ตอนดึก หรือ เวลานอน ทำให้ผมไม่สามารถนอนหลับได้สนิท
ผนวกกับความทุกข์ใจและท้อแท้ที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน

ล่าสุดผมมีอาการหนักขึ้นทุกวัน ซึ่งปกติต้องไปพบแพทย์ประจำจนชินซ่ะแว้ว
ผมเลยบอกหมอไปว่า “ผมมีความวิตกกังวลและท้อแท้กับโรคนี้ อยากจะรู้ว่า
มีอะไรอยู่ในระบบทางเดินอาหารของผม จึงทำให้ผมต้องทนทุกข์ทรมานทั้งกาย
และิจิดใจ” หมอเลยบอกว่า งั้นหมอจะทำการส่องกล้องเพื่อขอดูภายในระบบทาง
เดินอาการของผม ซึ่งจะดูตั้งแต่ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และ ลำไส้เล็กส่วนบน
จะได้รู้กันไปเลยว่าเป็นอะไรกันแน่ เพราะรักษามานาน อาการดีขึ้นแค่ 50% เท่านั้น
ในใจลึกๆก็กลัวว่าจะพบ “ก้อนเนื้อร้าย” แต่ก็พยายามทำใจไว้ก่อนส่องกล้อง
หมอนัดส่องกล้องอีก 10 วัน ซึ่ง 10 วันนี้ผมดันเป็น “ไข้เลือดออก” ซ่ะงั้น
ทำให้สุขภาพกายและใจย่ำแย่ลงไปอีก เพราะต้องเข้าโรงพยาบาล
ต้องโดนเจาะเลือดไปตรวจหลายเข็ม แต่ดีที่ผมไม่กลัวเข็มฉีดยา เอิ้กๆ
ซึ่งอาการไข้เลือดออก ก็คือ มีไข้ขึ้นสูงมาก หนาวสั่น ปวดหัวโคตรๆ
ไม่มีเรี่ยวแรง รับประทานอาหารไม่ได้ ฯลฯ แล้วอาการไข้เลือดออกก็
หายในวันที่ 9 ก่อนหมอนัดส่องกล้อง อะไรจะเหมาะเจาะขนาดนี้เน๊อะ
ซึ่งก่อนวันส่องกล้อง 1 วันหมอให้ทานโจ๊กหรืออาหารอ่อนในมื้อเย็น
และงดน้ำและอาหารก่อนนอนถึงอีกวันจนกว่าจะส่องกล้องเสร็จ
และแล้วก็มาถึงวันส่องกล้อง

วันนี้่หมอนัดที่โรงพยาบาล เวลา 10:00น แต่ผมไป 9:00น เอิ้กๆ
ไปถึงก็เห็นคนไข้นั่งรอตรวจกันบานเลย ซวยแล้วตู หิวข้าวจนตาลาย
เมื่อไหร่จะได้ตรวจเนี่ย เวลาผ่านไปถึง 13:00 น มีพยาบาลใส่เสื้อเขียว
ออกมาเรียกตัว หัวใจเนี่ยเต้นเป็นจังหวะสามช่าเลยทีเดียว เพราะผมได้
ทำการหาข้อมูลเกี่ยวกับการส่้องกล้องไว้ล่วงหน้าแล้ว รู้ว่าทรมานพอสมควร
เอิ้กๆ เสือกเล่นคอมพ์เล่นเน็ตเป็นก็งี้แร่ะน๊า ชอบหาข้อมูลในเน็ต เหอๆ
แล้วมาวิตกกังวลล่วงหน้าเอง

นี่คือภาพตัวอย่างภายในห้องส่องกล้องและท่านอนของผม



อันดับแรกมาเข้ามาในห้องตรวจ-ส่องกล้อง ก็พบหมอและพยาบาล
เมื่อเข้าพยาบาลก็ให้นอนบนเตียงและบอกว่าอย่าเกร็งให้ผ่อนคลาย
ปล่อยตัวตามสบายและห้ามดึงท่อออก กล้องตรวจ เป็นท่อขนาดเล็ก
เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร (ประมาณนิ้วมือเรานี่หละ)
ยาวประมาณ 1 เมตร มีเลนส์และตัวกล้องตรงปลายท่อ อีกปลายนึง
ต่อกับตัวรับภาพและออกมาทางจอมอนิเตอร์
โดยตะแคงซ้ายดังรูป


หลังจากนั้นพยาบาลจะพ่นยาชารสชาดแปลกๆ 2 ครั้ง ซึ่งชาเร็วมาก
ไม่สามารถกลืนน้ำลายได้เลยในช่วงเวลาที่ยาชาออกฤทธิ์เดช
หายใจลำบากมากๆตอนนี้ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นทุกทีๆ ไรฟ่ะ
จากนั้นพยาบาลก็นำพลาสติกสีใสขุ่นๆมีสำหรับให้กล้องผ่าน
มาให้คาบและใช้ฟันกัดเอาไว้ จากนั้นก็เอาผ้ามาปิดหน้าปิดตา
ไม่ให้มองเห็นบรรยากาศภายนอก เอิ้กๆ แต่ก็ปิดไม่มิดสนิทเท่าไหร่

มองเห็นมอนิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งภายในห้องตรวจมีมอนิเตอร์ 2 ตัว
คือ ตัวแรกอยู่ด้านเครื่องตรวจซึ่งอยู่บริเวณศรีษะคนไข้ และ
อีกตัวอยู่บนโต๊ะของแพทย์ผู้ตรวจ ซึ่งตรงกับสายตาคนไข้เมื่อ
นอนตะแคงซ้ายพอดิบพอดี ทำให้เห็นอวัยวะภายในของตัวเอง
เป็นประสบการณ์ที่ทรมานและแปลกดี จากนั้นแพทย์ก็จะนำกล้องตรวจ
เข้าทางปากและบอกให้เรากลืนกล้องเพื่อให้ส่วนต้นของกล้องผ่านคอหอยไปได้
เมื่อเข้ามาแล้วหมอก็พยายามสอดใส่เข้าไปทีล่ะนิด ทรมานมากเมื่อท่อเข้ามาแล้ว
เพราะจะอ้วกแต่ไม่มีอะไรออกมาเพราะไม่มีอาหารในกระเพาะ น้ำตาไหลเลยตอนนี้
ลองนึกถึงตอนนี้คุณล้วงคอตัวเอง แต่อันนี้มีคนมาล้วงให้แต่ลึกกว่าคุณล้วงเอง
เมื่อกล้องเข้ามาถึงกระเพาะอาหาร ตอนนี้รู้สึกจุกแน่นท้องมากๆ
ตอนนี้ผมก็เริ่มจะอ้วกอีกครั้ง หายใจก็ลำบาก พยาบาลบอกว่า
“คนไข้เก่งมากไม่ดิ้นเลย ใกล้เสร็จแล้วน่ะค่ะ ถ้าดิ้นจะช้าน่ะค่ะ”
พูดแบบนี้ใครจะกล้าดิ้นล่ะจ๊ะ ทั้งๆที่อยากจะดิ้นใจแทบขาด
สักพักหมอก็บอกว่าจะขอตัดชิ้นเนื้อมาตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย
โดยสอดสายตัด เส้นเล็กผ่านท่อเดิม ดังรูปนี้

เสร็จแล้วหมอบอกให้ไปทานข้าวได้เมื่อหายชาแล้ว ถ้ายังต้องรอให้หายก่อน
เพราะไม่งั้นจะทำให้อาหารติดคอและสำลักได้ในที่สุด ก็เลยต้องรอประมาณ
15 นาที หลังจากนั้นก็ีรีบไปโรงอาหารเพื่อรับประทานอาหาร เพราะหิวมากๆ
จากนั้น 1 ชั่วโมงก็ไปฟังผลส่องกล้องและชิ้นเนื้อ ตอนนี้ลุ้นระทึกเลยทีเดียว
ผลปรากฎว่า “ปกติ” เลยโล่งอกไป เพราะผลตรวจไม่มีเนื้อร้าย

VDO ที่เกี่ยวข้อง

นี่คือ ผลตรวจครับ มีภาพกระเพาะผมด้วย น่ากลัวม่ะ


 

ซึ่งผลวินิจฉัยหลังส่องกล้องก็พบว่าภายในปกติ แต่เป็นเพราะระบบประสาท
ที่สั่งการกระเพาะอาหารและลำไส้ของผมผิดปกติ ทำให้ระบบทางเดินอาหาร
แปรปรวนซึ่งทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
วิธีรักษา คือ กินยาไปตลอดชีวิต เหอๆ